Friday, April 22, 2016

เลือกสอนลูกวิธีไหน ได้ผลเร็วกว่ากัน



    ผู้ปกครองหลายๆคนเคยมีปัญหาเรื่องการสอนลูกให้มีความรู้ทักษะ การเรียนรู้สมตามวัย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากมากหากผู้ปกครองยึดติดกับคำว่า เดี๋ยวไปโรงเรียนก็รู้เอง จะสายไปหรือไม่หากเราปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปวันๆเล่นปนเรียนรู้ไปตามประสาหรือเลือกที่จะสอนเองโดยใช้ทั้งหมดที่ผู้ปกครองมีประสบการณ์มาสั่งสอน หรือเข้าเรียนตามคอร์สสั้นๆที่ต้องเสียเงินแพงๆ หรือปล่อยไปให้ครูที่โรงเรียนสอนเอง แล้วปัญหาหรือสิ่งที่จะได้รับกลับมา จะเป็นอย่างไร จึงมีเหตุผลหลายอย่างมาเปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจให้ลองดูกันค่ะ

1. การเรียนการสอนที่บ้าน หรือที่เรียกว่า Home School การสอนแบบนี้เป็นการสอนชนิดที่เรียกว่า ทุ่มทุนสร้าง เลยทีเดียว พ่อแม่ต้องสรรหาทุกสิ่งทุกอย่างมาสอนมาเล่น เพื่อเสริมทักษะในการเรียนรู้ ยิ่งในปัจจุบันสื่อกานสอนสำเร็จรูปได้ทำออกมามากมายและมีราคาถูกด้วย โดยผ่านผู้คิด วัดผลมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ปกครองเพียงแค่เอามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเด็กและถูกต้องกับการใช้งานเพียงเท่านั้นเอง ซึ่งมีข้อดีในเรื่องราคาถูก หาซื้อง่ายซึ่งมีขายตามร้านเครื่องเขียน ร้านหนังสือ ตามเว็ปไซต์ต่างๆ หรือจนไปถึงสามารถทำเองได้

ข้อดี
1. ผู้ปกครองสามารถ วิเคราะห์ประเมินทักษะการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สามารถทราบได้ถึงความเร็ว/ช้า ในการเรียนรู้ของบุตรได้เอง
2. สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้ปกครองเองในเรื่องของการเลี้ยงดูได้อย่างเต็มที่จากตัวเราเอง
3. การสอนแบบนี้ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นที่ตั้ง จึงทำให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดไปในตัว

ข้อเสีย
1. ไม่สามารถวัดผลได้ทันทีต้องอาศัยเวลาในการวัดผลเด็กอย่างน้อย 1-2ปี
2. เกิดความยุ่งยากในการเลือกสรรสื่อต่างๆที่จะใช้ในการสอน
3. หากผู้ปกครองเป็นคนใจร้อน ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ การสอนแบบนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะเนื่องจากเด็กจะมีความกดดันไปในตัวว่าต้องทำให้ได้เพียงแค่ให้ผู้ปกครองพอใจ พาลไปถึงการหวังที่จะได้รับคำชมเชย ของรางวัลในทุกครั้งที่ทำได้

2. การเรียนพิเศษเป็นคอร์สระยะสั้น
ในสมัยนี้สถาบันการสอนมีมากมายให้เลือก ใครดังใครมีเด็กที่ประสบความสำเร็จจากสถาบันตนเองยิ่งมากเท่าไร ชื่อเสียงก็มีมากตามไป

ข้อดี

1. สถาบันเหล่านี้มีมาตราฐานการสอนโดยผ่านการทดสอบจากองค์กรที่มีมาตราฐานรองรับเพื่อให้สามารถดำเนินการธุรกิจได้
2. มีบุคคลากรที่น่าเชื่อถือในการดำเนินงาน เช่น ครูจากโรงเรียนดังๆมาสอนเองหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จมาเป็นผู้สอนเสียเอง
3. ผู้ปกครองสามารถไว้ใจได้ในเรื่องของผลการเรียนรู้ของเด็ก มีการวัดผลที่ได้มาตราฐาน

ข้อเสีย

1. มีค่าใช้จ่ายที่สูงไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องการศึกษาหรือการเสียเงินระหว่างวัน
2. ไม่สะดวกหากต้องมีเรื่องการเดินทางเข้ามา
3. เนื่องจากการศึกษาในเรื่องเดียวกันอาจมีหลายสถาบันที่ต้องเลือก จึงเกิดความหนักใจในการเลือกสถาบันที่ดีที่สุด

3. เรียนตามหลักสูตรในโรงเรียน
การเรียนแบบนี้ต้องรอให้ถึงเกณฑ์อย่างต่ำ2ปีครึ่ง ดังนั้นการเรียนการสอนจะผ่านจากครูผู้สอนที่มีกระทรวงรองรับ มีแบบฝึกหัดที่สามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอบได้เลยเป็นแนวทางมาอยู่แล้ว

ข้อดี

1. มีค่าใช้จ่ายที่แน่นอนตามค่าเทอมของโรงเรียนที่เราเลือก
2. สามารถวางใจได้ในชื่อเสียงของโรงเรียนที่เราเลือกไว้
3. เป็นไปตามแบบแผนการเรียนการสอนปกติ

ข้อเสีย

1. อาจเกิดความกังวลใจเมื่อต้องไปสอบแข่งขันกับสถาบันอื่น
2. อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในเรื่องของการทำกิจกรรมของโรงเรียน เช่น เทศกาลต่าง งานวันแม่ วันครู
3. เนื่องจากทางโรงเรียนมีนโยบายการเรียนการสอนที่แน่นอน เราไม่สามารถที่จะก้าวก่ายหลักสูตรนั้นได้เลยนอกจากเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน

4. ไม่สอนอะไรเลยปล่อยให้เรียนรู้เองไปตามธรรมชาติ
หมายถึงปล่อยให้โตไปเอง เรียนรู้เอง อาจแค่ซื้อของเล่นมาให้ตามวัย แล้วก็ทิ้งให้เด็กอยู่กับการ์ตูนกับกองของเล่นแล้วแต่เขาจะหยิบจับอะไรมาเล่น ลักษณะนี้ส่วนมากออกไปในแนวฝากผู้ใหญ่ในบ้านดูแล หรือพี่เลี้ยงที่จ้างมาทำงานบ้าน มาดูแลเด็กหรือเติบโตในต่างจังหวัดมีธรรมชาติเป็นเพื่อนเล่นไปวันๆ

ข้อดี

1. เด็กมีความคิดสร้างสรรค์เองตามจินตนาการของตนเอง
2. เด็กไม่กดดันอะไรเลย มีความเชื่อมั่น ความเป็นตัวเองสูง เนื่องจากการเล่นแบบนี้เด็กสามารถลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
3. เด็กสามารถต่อยอดความคิดได้เอง

ข้อเสีย

1. หากผู้ปกครองไม่ดูแลใกล้ชิดเด็กอาจเกิดอันตรายได้จากการเล่น
2. เด็กอาจไม่มีการดูแลรักษาของเล่น ทิ้งๆขว้างๆ ของพัง
3. เด็กจะไม่รู้จักเรื่องระเบียบวินัย เล่นแล้วก็แล้วไปไม่เก็บให้เข้าที่ เรื่องนี้นับว่าสำคัญมากเพราะการเก็บของเล่นเข้าที่นั้น ทั้งนี้ต้องเก็บให้เหมือนเดิม ไว้ให้ถูกที่ เด็กถึงจะเข้าใจเรื่องกระบวนการได้ดี

    ไม่ว่าจะสอนเด็กด้วยการเลือกแบบไหน อยู่ที่เราจะใส่ใจเขา ที่จะช่วยสอน ช่วยดูแล ช่วยควบคุม เพราะวัยเด็กมีความไม่นิ่งอยู่ในตัว จะเรียนจะเล่นอะไรคงต้องใช้สมาธิทั้งสิ้น ผู้ปกครองจึงควรหันมาสนใจเรื่องสมาธิ น่าจะถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนเรื่องการเลือกวิธีนั้นคงต้องเป็นไปตามกาลเทศะ ความจำเป็นในการเลี้ยงดู รายได้ ที่จะนำมาเป็นหลักในการตัดสินใจ

พัดลมมือถือ สบู่อาหรับขิง





Wednesday, April 20, 2016

เลี้ยงลูกด้วยกฎเกณฑ์เพื่อสร้างวินัยหรือยืดหยุ่นให้ลูกได้ผ่อนคลาย


    ตามพื้นฐานการสร้างครอบครัวในแต่ละครอบครัวจะมีกฎเกณฑ์ในบ้านไม่เหมือนกันตามวีถี ประเพณี การเลี้ยงดูอบรมกันมาจากรุ่นปู่ย่าตายายหรือข้อตกลงระหว่างคู่สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานสร้างครอบครัว บ้างก็เคร่งครัดเหมือนอยู่ในวัง บ้างก็ไม่เน้นกฎระเบียบอะไรมาก ถือว่าค่อยๆอยู่ค่อยๆปรับ แต่ในระหว่างระยะทางการสร้างครอบครัวได้มีบุตรเข้ามามีส่วนร่วม ก่อให้เกิดความสับสนระหว่าง คำว่า กฎเกณฑ์เพื่อวินัยหรือยืดหยุ่นเพื่อสร้างสรรค์ เราควรทำอย่างไรดีเพื่อให้ลูกได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแต่มีวินัยคู่กัน
กฎเกณฑ์ กติกา สร้างวินัย  คือการสร้างข้อตกลงระหว่างบุคคลในครอบครัวเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่เมื่อมีลูกน้อยเข้ามา สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวแปรที่สำคัญในการปลูกฝังให้เด็กรู้จักคิด ไตร่ตรอง และซื่อสัตย์ โดยอาจมีสิ่งที่ต้องคำนึงได้ดังนี้

-    ช่วงอายุ การสร้างกฎเกณฑ์ตั้งแต่วัยเด็กที่มีช่วงอายุตั้งแต่  1 ขวบขึ้นไปถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากวัยนี้เป็นวัยที่เด็กกำลังจดจำ เรียนรู้ ลองผิดลองถูก ไม่สนใจว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ลักษณะจะออกไปทางเล่นเพื่อเรียนรู้มากกว่า หากผู้ปกครองสามารถค่อยๆแทรก สร้างระเบียบวินัยในการเล่น ก็ถือว่าเป็นการเริ่มสร้างและเพิ่มความหมายของคำว่ากฎเกณฑ์ให้ลูกได้ไม่น้อยเช่นกัน เช่น การเล่นของเล่นแล้วเก็บให้เป็นที่ การวางจุดวางแก้วน้ำเมื่ออยากทานน้ำให้เดินมาจุดนี้และวางที่เดิม การเริ่มสอนเรื่องบีบยาสีฟันแต่เพียงพอดี การไม่เปิดน้ำทิ้งไว้ สิ่งเหล่านี้ ผู้ปกครองสามารถสอดแทรกไปได้ และเมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นเด็กจะสามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆได้รวดเร็วจากการมีพื้นฐานที่ดีในวัยเด็ก

-    พฤติกรรมเลียนแบบ จากการมองผู้ปกครองเป็นหลัก เด็กจะอยากทำตาม หากผู้ปกครองทำในสิ่งที่ดี ถูกต้อง มีวินัยแล้ว การสอนให้รู้จักคำว่าวินัยนั้นแล้วแทบจะไม่จำเป็นที่จะต้องจับเด็กมานั่งสอนให้เป็นเรื่องเป็นราวแค่เพียงเป็นตัวอย่างที่ดีเท่านั้น

-    สื่อสร้างสรรค์ ในปัจจุบันมีสื่อที่เกี่ยวกับเด็กๆมากมาย ทั้งในแง่การให้ความสนุก เพลิดเพลิน สอดแทรกความรู้ สอดแทรกจริยธรรม เน้นวิชาการ จนไปถึงการร่วมตอบคำถามระหว่างการชม เด็กจะไม่สามารถแยกแยะได้ถึงวัตถุประสงค์ของการชมจะยึดติดแค่เพียงสนุกเท่านั้น ผู้ปกครองควรจำแนกสื่อเหล่านั้นให้ดี การให้เด็กได้สัมผัสสื่อต่างๆ โดยมีผู้ปกครองอยู่ข้างๆค่อยๆสอนเด็กให้รู้จักคำว่า รู้จักดูรู้จักคิด จะช่วยให้เด็กได้รู้จักการนำไปใช้ได้ดีกว่าการนั่งดูเฉยๆผ่านๆไป

     ข้อเสียของการปลูกฝังให้เด็กยึดติดกับคำว่ากฎเกณฑ์มากเกินไป  

-    อาจก่อให้เด็กมีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว จนไม่สามารถทำอะไรได้เลย

-    เด็กจะมีความระแวงตลอดเวลาในเรื่องการทำให้พ่อแม่ผิดหวัง รู้สึกผิดตลอดเวลา เพราะเมื่อกฎเกณฑ์เยอะ คำว่าห้าม อย่าทำ หยุด จะเยอะไปตามกัน เด็กจะซึมเศร้า ไม่สดใสตามวัย เป็นเด็กขี้ระแวงและคอยจับผิดเพื่อนหรือคนอื่น จนอาจกลายเป็นเด็กขี้ฟ้องไปได้

-     จากการที่จะต้องคอยระวังไม่ให้ผิดตลอดเวลานั้น  ทำให้ศักยภาพการเรียนรู้ถดถอยไป ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้รวดเร็วเพราะยังย้ำคิดย้ำทำในจุดเดิมว่าถูกแล้วหรือไม่ ดีแล้วหรือไม่ ดีพอหรือไม่ ทุกคนพอใจหรือไม่

-    เด็กจะมีโลกส่วนตัวสูง เป็นโลกที่ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ไม่สุงสิงกับใคร อาจเล่น คุยแต่กับตุ๊กตา สร้างโลกส่วนตัวให้กับทุกสิ่ง เนื่องจากค้นพบว่าตัวเองจะมีความสุขมากหากได้เป็นคนควบคุมสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเองไม่ใช่พ่อแม่หรือบุคคลอื่น

ความยืดหยุ่นในการเลี้ยงดู หมายถึง การที่มีกฎเกณฑ์อยู่เป็นหลักแต่ไม่ยึดติดมาก คอยแต่จะอะลุ่มอล่วยตามเวลา โอกาสและสถานที่ การยืดหยุ่นจะส่งผลให้เด็กจะรู้สึกผ่อนคลายและยินดีที่จะรับสิ่งใหม่ๆได้โดยไม่ปิดกั้นความคิด สามารถปล่อยให้สิ่งที่ควรจะเป็นเป็นไปตามกาลเวลา ตามโอกาส เพราะฉะนั้นการสอนให้เด็กรู้จักความยืดหยุ่นนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องยากมาก เด็กจะเรียนรู้แค่ ซ้ายก็คือซ้าย ขวาก็คือขวา เด็กจะไม่รู้จักคำว่าตรงกลางเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นการสอนให้เด็กรู้จักคำว่าพอดี เพียงพอ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีและง่ายแก่การเข้าใจได้ดีกว่า แต่ในภาคปฏิบัตินั้น ความยืดหยุ่นในกฎเกณฑ์นั้นจะเป็นเพียงสิ่งที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้เอง ไม่สามารถบอกหรือบ่งชี้เฉพาะให้เด็กท่องจำได้

ข้อเสียของการยืดหยุ่นจนมากเกินไป

-    เด็กจะไม่สามารถตีความหมายของคำว่า วินัยได้ชัดเจน เด็กจะคิดแค่เพียงว่า ไม่เป็นไร ก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตเรื่องของความไม่ใส่ใจ ไม่ตั้งใจในการทำสิ่งนั้นๆให้สำเร็จได้ จนอาจเป็นภาระแก่ผู้อื่นในอนาคตได้

-    เด็กจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังผู้ปกครองมากเท่าที่ควร จนก่อให้เกิดความก้าวร้าวได้ในที่สุด

-    ผู้ปกครองจะปกครองเด็กได้ยากกว่าเดิม เพราะเมื่อเด็กยึดติดแล้วว่า กฎมีไว้ยืดหยุ่นได้ เด็กจะไม่สนใจกฎที่สำคัญอื่นๆได้เลย คิดแต่เพียงจะหาช่องทางหลบหลีกกฎเกณฑ์จนเมื่อมีปัญหาจนต้องมีการลงโทษแล้วเด็กจะโกหก หาช่องทางหลบหลีกปัญหา ไม่กล้าสู้ยอมรับความจริง จนในที่สุดเด็กจะไม่หวังพึ่งผู้ปกครองอีกต่อไปก่อให้เกิดปัญหาการพึ่งยาเสพติดตามมาได้

ไม่ว่าผู้ปกครองจะเน้นการเลี้ยงดูแบบใดแล้ว ความพอดีในการเลี้ยงดู ความเหมาะสมตามวัย การสอนให้รู้จักกาลเทศะ เลือกปฏิบัติให้ถูกต้องตามวีถีปฏิบัติ   ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าความรักที่ต้องให้โดยสม่ำเสมอและตลอดเวลา มิใช่เลือกว่าวันนี้จะเน้นย้ำเรื่องนี้แต่อีกวันกลับเฉยเมยกับสิ่งนั้น  ความสม่ำเสมอนั้นจะก่อให้เกิดความเคยชินก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวไปจนโต มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี เมื่อผู้ปกครองพบปัญหาจึงควรวิเคราะห์ นำปัญหามาแก้ไขก่อนแล้วจึงค่อยๆสอนให้เด็กได้เรียนรู้ในลักษณะสอนด้วยความเอ็นดูมิใช่การสั่งให้ทำ จึงจะถือว่า การสอนด้วยความรักดีกว่าตีแล้วให้จำ เพียงเท่านี้ ไม่ว่ากฎเกณฑ์จะมากเพียงใดแล้ว เด็กจะรู้สึกยินดีและพร้อมปฏิบัติตามด้วยความเข้าใจ

พัดลม USB สบู่อาหรับขิง

Sunday, April 17, 2016

เป็นเหาตอนตั้งครรภ์ ทำอย่างไรดี



รู้จักเหา :

"เหา" ที่พบบ่อยในเด็กวัยเรียน เป็นการติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง สามารถติดกันได้ง่าย จากการใช้หวี แปรง ร่วมกัน การใช้หมวก ร่วมกัน การใช้หมอน ที่นอนร่วมกัน จากศีรษะคนหนึ่งไปที่ศีรษะอีกคนหนึ่ง ซึ่งหากจะคิดไปแล้วว่าเกิดขึ้นได้แต่วัยเด็กเท่านั้น จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ในผู้ใหญ่ก็สามารถติดได้ด้วยเช่นกันจากการคลุกคลีกับลูกๆ

ของเราเอง ดังประสบการณ์เมื่อตอนตั้งครรภ์ลูกคนเล็กได้ประมาณ 6-7 เดือน รู้สึกคันศีรษะมากและสระผมทุกวันแต่ก็ยังคันอยู่ หลังจากนั้น ประมาณ 10 วันรู้สึกเหมือนมีมดหรือแมลงมาไต่ที่หน้าผากด้วยความไวของมือจึงหยิบมาดูทันที สังเกตลักษณะแล้วเห็นว่าดิ้นเลยจัดการบี้ด้วยความไม่รู้และคาดไม่ถึงจึงไม่ได้สนใจแต่อย่างใด แต่แล้วก็ยังคันศีรษะตลอด พาลนึกไปถึง “เหา” จึงรู้สึกกังวลและลองค้นหาทางอินเตอร์เน็ทซึ่งก็พบว่ามีลักษณะดังกล่าวตรงกับตัวที่เราได้เจอในวันนั้น ด้วยความที่คาดไม่ถึงและไม่ยอมรับความจริงจึงไปดูที่หน้ากระจกอีกครั้ง ดูบริเวณที่คันมากๆ สังเกตเห็นไม่อะไรขาวๆจึงรูดมาลองบีบดู ได้ยินเสียงดังแป๊ะ จึงสรุปได้เลยว่า ไม่ว่าจะอายุเท่าไร เหาก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

จึงถึงเวลาที่ต้องศึกษาอย่างละเอียดแต่ด้วยยังตั้งครรภ์อยู่จึงต้องใช้หลักการหลีกเลี่ยงสารเคมีทุกชนิด ทั้งยาฆ่าเหา น้ำส้มสายชู ผิวมะกรูดซึ่งหายากสำหรับวิถีชีวิตในคอนโดมิเนียม ยิ่งใบน้อยหน่านั้นไม่ต้องกล่าวถึงหรือแม้กระทั่งตัดทิ้งด้วยความเสียดายว่าผมยาว จึง ไม่สามารถทำได้ด้วยประการทั้งปวง จึงจำเป็นที่ต้องหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาเหาได้ด้วยความปลอดภัยและง่าย

วิธีกำจัด "เหา" โดยไม่ต้องตัดผม ไม่ต้องพึ่งสารเคมีต่างๆ

การเตรียมการ:

1. เตรียมหวีเสนียด(หวีซี่ถี่ๆ หาซื้อได้ง่ายๆที่ตลาดนัด)
2. เบียร์ 1 ขวด
3.ผ้าเช็ดผม แบบที่ตามร้านทำผมใช้เพื่อนำมาหมักผม
4.ขันน้ำ
5.กระดาษสีขาว อาจใช้กระดาษ A4 เพื่อที่จะสังเกตได้ง่ายเมื่อต้องตรวจว่ายังมีหลงเหลืออยู่หรือไม่
6.ครีมนวดผมหรือครีมหมักผมสามารถนำมาใช้ได้หมด
7.น้ำมันมะพร้าว (มีหรือไม่มีก็ได้)

ลงมือทำ:

1. นำผ้าขนหนูที่ยังคงแห้งเตรียมใส่ขัน
2.ก้มศีรษะให้ปลายผมอยู่ในขัน
3.เทเบียร์ลงบนหนังศีรษะให้ทั่วศีรษะ โดยที่เบียร์จะไหลลงไปในขันที่มีผ้า
4.ม้วนผมขึ้นและนำผ้าชุบเบียร์ในขันให้บิดให้หมาด แล้วนำมาพันหมักผมไว้
5 .ทิ้งไว้นานประมาณ3-4 ชม. หรือจนกว่าผ้าเกือบแห้ง
6. แกะผ้าออกซึ่งยังไม่ต้องล้าง ใส่ครีมนวดผม หรือครีมหมักผม พันผ้าไว้อีกครั้งและหมักผมต่ออีกประมาณ15-20 นาที
7.จากนั้นนำหวีเสนียดมาหวีสางออกให้เรื่อยๆจนกว่าจะคาดว่าพอจะหมดแล้ว โดยที่ตัวแม่เหานั้นจะหลุดหล่นลงมาด้วย ในส่วนนี้จะยังไม่หมดไปในทีเดียว หากแต่ต้องทำอีกหลายครั้ง
8.ล้างผมออกด้วยน้ำธรรมดามาหมักผมต่อด้วยน้ำมันมะพร้าว
9.ควรทำวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น โดยใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้
10. ทำติดต่อกัน 3-4 วันจนกว่าหรือจนกว่าจะแน่ใจว่าหายแล้ว

เนื่องด้วยจากการเป็นเหานี้ เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ อาจเกิดการดูแลรักษาตัวนั้นค่อนข้างยากอีกทั้งเมื่อต้องภาระจากครอบครัว หรือมีบุตรที่ต้องดูแล งานบ้านที่ต้องทำ จึงทำให้อาจละเลยไป ยิ่งรวมไปถึงการมีเด็กในบ้าน สิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอคือ คอยตรวจตราเส้นผมไม่ว่าจะเด็กผู้ชายหรือผู้หญิงก็มีสิทธิ์เป็นได้ทั้งคู่ มิใช่แต่เด็กผู้หญิงด้วยกันเท่านั้น ผู้ปกครองจึงควรใส่ใจทั้งบุตรของตนเองอีกทั้งคอยสอบถามครูประจำชั้นด้วยเช่นกันว่ามีเด็กคนไหนเป็นด้วยหรือไม่ การแจ้งครูประจำชั้นนั้นสำคัญมากและจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย หมายถึง การคัดแยกเด็กที่สามารถจะแพร่พันธุ์ได้ การใช้หวีแยกหรือควรมีหวีประจำตัวกันไป

รวมไปถึงการแจ้งผู้ปกครองของเด็กทั้งที่เป็นและไม่เป็นให้ช่วยกันสอดส่องดูแลกันให้มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งการขอความร่วมมือไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนด้วยเช่นกันเพื่อคัดกรอง แยกเด็กที่อาจติดกันจากการมีสังคมนอกห้องเรียน อาทิเช่น การขึ้นรถโรงเรียนด้วยกันนั่งชิดกันเป็นต้น

ดังนั้นเราจะเห็นว่า เรื่องของเหาๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงวัยใดล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เรียกว่า โรคติดต่อ ทั้งสิ้น เราจึงควรใส่ใจดูแลรักษาร่างกาย ผม เล็บให้สะอาดอยู่เสมอ เป็นการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีอีกทั้งเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักป้องกันตนเองและรู้จักวิธีรักษาได้ต่อไปได้ด้วยเช่นกัน

พัดลมมือถือ สบู่อาหรับขิง

Saturday, April 16, 2016

10 เทคนิคการสอนให้พี่น้องรักกัน ทำได้ไม่ยาก




ตามหลักการวางแผนครอบครัวที่เหมาะสมคือ ควรมีบุตรได้เพียง 2 คน อ้างอิงจากสมาคมวางแผนครอบครัว ครั้นจะมีเพียงคนเดียวก็เกรงว่าลูกไม่มีเพื่อนเล่น กลัวว่าไม่มีพ่อแม่แล้วลูกจะไม่มีใคร หลายครอบครัวจึงตัดสินใจที่จะมีอีกหนึ่งคนหวังเพียงให้เค้ารักกัน พึ่งพาอาศัยกันแบบจริงใจ มีความรักให้กันแบบที่ไม่มีใครสามารถเทียบได้ แต่จะทำอย่างไรให้พี่น้องรักกัน ไม่เป็นเพียงลมปากที่พ่อแม่คอยสั่งให้"ต้องรักกัน"

เทคนิคการสอนให้พี่น้องรักกัน
 
1. การใช้สรรพนามพี่และน้องแทนตัว ซึ่งเป็นคำจำกัดความ เป็นคำที่มีความหมายในตัวอยู่แล้ว พี่ก็คือผู้ที่เกิดก่อน น้องก็คือผู้ที่เกิดทีหลัง ไม่ว่าจะอ่อนกว่าด้วยวัน เดือนหรือปี การลำดับนั้นย่อมสำคัญเป็นไปตามหลักธรรมชาติ ผู้ปกครองจึงควรสอนให้ลูกได้เรียกพี่ว่าพี่ และน้องก็แทนตัวเองว่าน้อง เช่น พี่เต้ย น้องต่าย
 
2. การสอนให้รู้จักหน้าที่ที่พึงมีตามหลักอายุ หมายถึง ลูกคนที่โตกว่าย่อมมีประสบการณ์มาก่อน จึงควรสอนให้เป็นไปในทางพี่สอนน้อง น้องทำตามพี่ด้วยความเต็มใจ
 
3. การสอนให้รู้จักแบ่งปัน เสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับพี่กับน้อง โดยความสำคัญระหว่างพี่น้องอาจต้องมาก่อนเพื่อน หากการช่วยเหลือในครอบครัวยังมีไม่ได้ก็จะหาความจริงใจจากคนภายนอกก็ทำได้ยากเช่นกัน
 
4. การสอนให้เห็นคุณค่าของกันและกัน ผู้ปกครองควรเน้นย้ำให้ทั้งพี่และน้องตระหนักถึงการมีกันและกัน ซึ่งหากขาดใครไปสักคนก็เปรียบเหมือนบ้านที่แตกพัง กิจกรรมบางอย่างในครอบครัวต้องอาศัยคุณค่าของการอยู่ร่วมกันจึงจะเกิดความสุขที่แท้จริง อาทิ การจัดงานวันเกิด หากจัดโดยไม่ครบครอบครัว งานในวันนั้นก็จะสนุกไม่ได้เลย
 
5. การสอนให้รู้จักอภัย ถ้อยทีถ้อยอาศัยไม่ใช้กำลังเพื่อการได้มา มีบ่อยครั้งที่พี่น้องตีกันเพื่อแย่งของกัน จึงเป็นหน้าที่หนึ่งที่ผู้ปกครองต้องเปรียบเหมือนกรรมการคอยห้ามและตัดสินอย่างยุติธรรม ไม่เอนเอียงไปข้างคนที่ตนรักหรือเพียงเพราะอ่อนแอกว่าเพราะในบางครั้งก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าพี่ต้องยอมน้องในทุกกรณี พี่อาจได้รับการตัดสินให้เป็นฝ่ายที่ถูกต้องบ้างก็เป็นได้
 
6. เลิกพฤติกรรมการแข่ง ผู้ปกครองไม่ควรใช้คำว่าชนะหรือแพ้ ไม่ว่าจะแข่งอาบน้ำ กินข้าว เก็บของเล่น ทำการบ้านรวมไปถึงผลการเรียน อาทิ ใครเร็ว ใครทำก่อน ใครคะแนนดีกว่า จะเป็นฝ่ายชนะซึ่งในความเป็นจริงแล้วอีกฝ่ายอาจกำลังทำด้วยเช่นกันแต่อาจช้ากว่าด้วยบุคลิกหรือความรอบคอบที่มีมากกว่าจึงไม่อาจเปรียบเทียบได้เลยกับคำว่าแพ้หรือชนะ ก่อให้เกิดอุปนิสัยแก่งแย่งชิงดีเพื่อให้พ่อแม่กล่าวชมว่าทำได้เร็วดังใจพ่อแม่ ซึ่งเด็กจะจำฝังใจไปถึงตอนโต ว่าเมื่อคนแพ้มักต้องได้รับความอับอายที่ทำการสำเร็จได้ช้ากว่า อาจส่งผลให้เกิดความอิจฉา ทำการโดยความไม่รอบคอบและไม่ยอมรับอาจความจริงได้เลยว่าตนเป็นฝ่ายแพ้
 
7. เน้นย้ำการลงโทษที่เท่าเทียมและยุติธรรม ไม่เอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ควรมีการซักถามถึงที่มาที่ไปให้ดีเสียก่อนลงโทษ เพราะในบางครั้งภาพที่เห็นอาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงก็เป็นได้ อาจสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจในการโดนลงโทษทั้งที่ไม่ผิดหรือเป็นความผิดเล็กๆน้อยๆที่เกิดจากการเล่นกันเพียงเท่านั้นเอง
 
8. สอนให้มีการดูแลซึ่งกันและกัน ในยามเจ็บป่วยให้ดูแลเช็ดตัวหาน้ำให้ทานในสิ่งที่ช่วยได้เล็กๆน้อยๆ ชี้ให้เห็นถึงความเจ็บปวดของอีกฝ่ายที่มี เมื่อมีความทุกข์ ควรสอนให้พี่หรือน้องได้รับการปลอบประโลมจากอีกฝ่ายอีกทั้งสอนให้รู้จักหาเหตุผลที่ถูกต้องมาอธิบายหรือปลอบประโลม มิใช่เพียงเข้าข้างโดยไม่มองว่าอะไรควรหรือไม่ควร
 
9. ผู้ปกครองควรหากิจกรรมร่วมกันให้พี่และน้องได้ทำ อาทิการร่วมกันจัดสวน จัดบ่อปลา ออกกำลังกายที่เป็นคู่ เล่นดนตรีที่ไปในทางเดียวกัน เพื่อเสริมกำลังนันทนาการร่วมก่อให้เกิดความสุขและรอยยิ้มได้ระหว่างพี่น้อง
 
10. สร้างประเด็นให้ช่วยวิเคราะห์และช่วยกันสรุป ผู้ปกครองควรใช้โอกาสพิเศษต่างๆ ถกเถียงประเด็นที่คิดว่ามีความแตกต่างในทัศนคติของแต่ละคนและร่วมสรุปถึงทางออกหรือภาพรวมในสิ่งที่ควรจะเป็น อาทิ เมื่อดูข่าวแล้วผู้ปกครองควรตั้งประเด็นให้ถกเถียง โดยถามความคิดเห็นจากพี่และน้องและให้ร่วมสรุปประเด็นนั้นๆด้วยกันโดยไม่มีใครผิดหรือถูก ข้อนี้นับว่าสำคัญมาก เป็นการสอนให้เคารพกันและกันไปในตัว ช่วยคิดช่วยทำ เพราะในอนาคตข้างหน้า ความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันนี้คือจุดเปลี่ยนของการอยู่ร่วมกันได้

ทั้ง10 เทคนิคนี้จะเห็นว่าทำได้ไม่ยากหากเพียงแต่ผู้ปกครองใส่ใจและพยายามทำให้ดีที่สุด อนาคตข้างหน้าก็จะได้มีความอุ่นใจ มั่นใจว่าพี่น้องจะรักกันไปตราบนานเท่านาน จะไม่มีใครทิ้งใครหากใครคนหนึ่งลำบาก ซึ่งนับได้ว่าเป็นความหวังสุดท้ายของการมีลูกหลายคน ดังคำที่ว่า "เมื่อมีลูกหวังเพียงได้พึ่งพิงยามแก่เฒ่า แต่เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่แล้วหวังพวกเจ้าจะไม่ทอดทิ้งกัน จะรักกันตลอดไป"

Friday, March 4, 2016

เสริมความฉลาด ด้วยของเล่นที่หาง่ายๆในบ้าน




                เมื่อเข้าวัยซน วัยแห่งการเรียนรู้ของเจ้าตัวน้อย ก็มักจะมองหาของเล่นต่างๆที่มีอยู่ในบ้านมาเล่นเกือบทุกอย่าง  คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านก็คงจะหาซื้อของเล่นมาให้กับลูกเพื่อช่วยเสริมพัฒนาการของลูกรัก
            แต่สำหรับดิฉัน ไม่ต้องหาซื้อให้เปลืองเงินเลยค่ะ  เพราะของเล่นราคาแพงๆพอเด็กเล่นเบื่อแล้วก็หมดราคาได้เหมือนกัน  สู้เรานำของใช้ที่มีอยู่ในบ้าน มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับเจ้าตัวน้อยก็เพียงพอแล้วค่ะ
            ดิฉันใช้ของที่มีอยู่ในบ้านมาให้เจ้าสองแฝดได้เล่น  เช่น  กล่องใส่นมที่เราซื้อมาชงให้กับลูกนั่นแหล่ะค่ะ  เอามาให้เล่น ลูกชอบค่ะ เพราะเค้าชอบเคาะให้มันมีเสียง ยิ่งเสียงดังก็ยิ่งเคาะใหญ่   การทำให้เกิดเสียงมันดีกับลูก ตรงที่ช่วยกระตุ้นการได้ยินของลูกนะค่ะ 
            แล้วพวกหนังสือนิตยสารเก่า  หรือโบรชัวร์หน้าสีสดใส ก็ใช้ได้ เพราะเวลาลูกได้จับและมองสีในกระดาษ ก็ดึงความสนใจลูกได้เหมือนกัน แบบนี้ก็ช่วยกระตุ้นสายตาลูกของเราค่ะ    แต่ระวังลูกเอาเข้าปากนะค่ะ   เพราะฟันกำลังขึ้น  เห็นอะไรก็เอาเข้าปากเคี้ยวหมด
            เวลาลูกตื่นมาเล่นกันตอนดึกๆ  ก็มักจะลากเก้าอี้มาเล่น  บางทีก็ใช้เป็นที่หลบเล่นจ๊ะเอ๋กันประจำ ลากมากลางบ้าน  แล้วก็วิ่งไล่หยอกล้อกันสองคน   ซึ่งการเล่นแบบนี้  ช่วย เสริมกล้ามเนื้อของลูกๆให้แข็งแรงได้ค่ะ แถมยังทำให้เค้าอารมณ์ดีด้วย อาจจะเล่นกันเสียงดังบ้าง  แต่ก็ต้องปล่อยลูกนะค่ะ  อย่าไปขัดหรือห้ามไม่ให้เล่น เพราะจะทำให้เค้ารู้สึกว่า การเล่นมันผิด อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกค่ะ
            กล่องใส่เสื้อผ้า ก็นำมาใช้ได้  ดิฉันจะเอาเสื้อผ้าออก ย้ายไปเก็บในตู้แทน  แล้วเอากล่องเปล่ามาให้เค้าเล่นกัน  เวลาที่ลูกได้กล่อง บางที เค้าก็จะทำกล่องให้ล้มลงนอนราบกับพื้น  แล้วพยายามที่จะเข้าไปในกล่องให้ได้ หรือไม่ก็ลากกล่อง ( มีล้อลากได้ ) เดินไปมารอบห้อง คุณแม่หลายท่านคงคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ แต่สำหรับดิฉัน การเล่นแบบนี้ ช่วยเสริมสติปัญญาของลูกได้ค่ะ  เพราะการที่ลูกพยายามที่จะเข้าไปในกล่องให้ได้นั้น ทำให้เค้ารู้จักคิดว่า  ต้องทำยังไงถึงจะเข้าได้ 
                ส่วนจานพลาสติกที่มีสีสดใส ที่ใช้สำหรับใส่ผลไม้ให้กับลูก ก็เอามาให้เล่นได้  ปล่อยให้เล่นเลยค่ะ  ไม่ต้องกลัวว่าจะแตก เพราะลูกแค่เอามาจับเดินเล่น  แกว่งไปมา และสีของจานที่ทำให้เค้าชอบ การมองสีและหยุดสนใจ ก็เป็นการกระตุ้นทางสายตาได้ดีอีกทางค่ะ
            วิธีง่ายๆด้วยของใช้ในบ้านเท่าที่มี ก็สามารถช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูกรักได้ โดยไม่สิ้นเปลืองเลยค่ะ ไอเดียง่ายๆ ลองเอาไปใช้ดูค่ะ

Thursday, September 3, 2015

ฝึกสะกดชื่อตัวเอง เป็นภาษาอังกฤษด้วย Kinetic Sand ทรายนิ่ม มหัศจรรย์


Kinetic Sand ทรายนิ่ม มหัศจรรย์
สิ่งแรกที่เด็กๆทุกคนเริ่มฝึกในการเรียนรู้ คือ การเขียนชื่อตัวเองนะครับ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

เราจะมาเล่นฝึกสะกดชื่อตัวเองเป็นภาษาอังกฤษด้วยการที่คุณพ่อ คุณแม่ นำตัวอักษรภาษาอังกฤษ

ชื่อของคุณลูก มาซ่อนไว้ในทรายนะครับ

Kinetic Sand ทรายนิ่ม มหัศจรรย์


ปั้นเป็นลูกกลมๆ 1 ก้อน สำหรับ 1 ตัวอักษร หลังจากซ่อนเสร็จแล้วก็ให้ลูกๆ มาค้นหา

เมื่อค้นหาเจอหมดแล้วลองให้คุณลูก ลองเอามาผสมกันเป็นชื่อตัวเองนะครับ


Kinetic Sand ทรายนิ่ม มหัศจรรย์


สนุกและได้สร้างสัมพันธภาพระหว่างครอบครัว ลองเล่นกันดูนะครับ

ติดตามคลิปวีดีโอเล่น Kinetic Sand ที่นี่ครับ
https://www.youtube.com/c/KineticSandThailandOfficial

อัพเดทข่าวสารของ Kinetic Sand ที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/KineticSandThailand  

#‎KineticSand‬ ‪#‎ทรายมหัศจรรย์‬ ‪#‎ทรายนิ่ม‬ ‪#‎ของเล่นเสริมพัฒนาการ‬ ‪#‎ทรายของเล่น‬ ‪#‎ของเล่น #ทรายแม่เหล็ก #ทรายปั้นได้

Tuesday, August 4, 2015

แปลงบาร์บี้น่ารัก ให้เป็นนางเงือก Little Mermaid ด้วยทรายนิ่ม Kinetic Sand

ที่บ้านใครมีตุ๊กตาบาร์บี้กันบ้าง นอกจากแต่งตัว แต่งหน้าทำผมแล้ว

วันนี้ลองมาแปลงโฉมน้องบาร์บี้ของเราให้เป็น นางเงือก Little Mermaid

ดูสิว่าจะน่ารักแค่ไหรกัน ...



มาดูวีดีโอกันเลยจ้า 



ถ้าชอบวีดีโอ ช่วยกันกดถูกใจกันด้วยนะจ๊ะ ^^


#‎KineticSand‬ ‪ #ทรายมหัศจรรย์ #ทรายนิ่ม #ของเล่นเสริมพัฒนาการ #ทรายของเล่น #ของเล่น #ทรายแม่เหล็ก #ทรายไม่ติดมือ #ทรายเด็กเล่น